บัตรเครดิต ใบไหนดี เปรียบเทียบเครดิตที่ดีที่สุดในปี 2020

อยากสมัครบัตรเครดิต แต่ยังไม่รู้จะเลือกใบไหนดี จะสมัครอย่างไร หรืออยากรู้ว่าบัตรเครดิตใช้ยังไง หาคำตอบได้ในบทความนี้

บัตรเครดิต เลือกใบไหนดี

เนื้อหา

เราได้รับค่าคอมมิชชั่นหากคุณคลิกที่ลิงค์สมัครและทำการสมัครบัตรโดยไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมให้กับคุณ

บัตรเครดิตที่ดีที่สุดในปี 2020

บัตร Citi Cash Back Platinum

สุดยอดบัตรเครดิตเงินคืนที่ดีที่สุด ให้คุณได้รับเครดิตเงินคืนทุกครั้งที่มีการจ่ายผ่านบัตรฯ บัตรใบนี้เป็นเครดิตเงินคืนที่ได้รับการยอมรับจากหลายๆ เสียงจาก Pantip หรือช่องทางอื่นๆ แล้วว่าเป็นใบที่ดีที่สุด เหมาะสำหรับเป็นบัตรใบแรกของคุณ เป็นบัตรเครดิตสำหรับเด็กจบใหม่ หรือจะทำงานมานานแล้วแต่ยังไม่เคยมีบัตร ก็ต้อง Cash Back Platinum ใบนี้ละ

สิทธิประโยชน์เด่น

  • เครดิตเงินคืน 11% ที่รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน และคาเฟ่ อเมซอน (ระยะเวลา 1 ม.ค.63 – 31 ธ.ค.63)
  • เครดิตเงินคืน 5% ที่ Grab ร้านบู๊ทส์ และร้านวัตสัน (ระยะเวลา 1 ม.ค.63 – 31 ธ.ค.63)
  • เครดิตเงินคืน 1% จากยอดใช้จ่ายอื่นๆ ยอดทั่วไปที่ไม่เข้าร่วมรายการโปรโมชั่น
  • ยิ่งเติม ยิ่งได้คืน 1% ที่ปั๊มน้ำมันเชลล์ทุกสาขาทั่วประเทศ เมื่อมียอดใช้ครบทุก 800 บาท/เซลส์สลิป ลงทะเบียนเพื่อรับเครดิตเงินคืน (ระยะเวลา 1 ม.ค.63 – 31 มี.ค.64)

จุดเด่นอื่นๆ ที่ทำให้ Cash Back Platinum น่าสนใจ

  • วงเงินบัตร 2 – 5 เท่าของรายได้
  • ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 55 วัน จ่ายขั้นต่ำ 5 % ก็ได้
  • ฟรีค่าธรรมเนียมเมื่อใช้งานครบ 60,000 บาทในรอบปีนั้นๆ
  • ดอกเบี้ย 16% ต่อปี (คำนวนจากวันที่บันทึกรายการ)
  • รับเครดิตเงินคืนทุกรอบบัญชี

เงื่อนไขการสมัคร

  • ผู้สมัครบัตรหลักอายุ 20ปี ขึ้นไป บัตรเสริม 15 ปีขึ้นไป
  • รายได้ 20,000 บาทต่อเดือน
  • ทำงานประจำ หรือข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการ
  • สมัครได้ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

เอกสารที่ใช้ในการสมัคร

สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, หนังสือรับรองรายได้/สลิปเงินเดือน เดือนล่าสุด, สำเนาบัญชีส่วนตัวย้อนหลัง 6เดือน หรือ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท/หจก. ย้อนหลังไม่เกิน 6เดือน

บัตรเครดิตที่ดีที่สุด ในแต่ละประเภท

บัตรเครดิตประเภทเงินคืน

บัตรเครดิต ไทเทเนี่ยม ธนาคารกรุงเทพ

สำหรับบัตรเครดิต ไทเทเนี่ยม ของธนาคารกรุงเทพนี้ ก็ต้องบอกเลยว่าเป็น Cashback ที่โหดมากๆ เพราะว่าคืนเงินสูงถึง 2% ของทุกยอดเงินในเบื้องต้น โดยยังไม่รวมโปรโมชั่นเสริมอื่นๆ ที่จะมีตามมาอีกด้วย สำหรับใครที่ชอบเงินคืน ทานอาหาร ชอปปิ้งและใช้บัตรเครดิตเงินคืนหนักอยู่แล้ว บัตรใบนี้คุ้มค่ามากๆ

จุดเด่นอื่นๆ ที่ทำให้ บัตรเครดิต ไทเทเนี่ยม ธนาคารกรุงเทพ น่าสนใจ

  • วงเงินบัตร 2 – 5 เท่าของรายได้
  • ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 45 วัน จ่ายขั้นต่ำ 5 % ก็ได้
  • ฟรีค่าธรรมเนียมเมื่อใช้งานครบ 5,000 บาทในรอบปีนั้นๆ
  • ดอกเบี้ย 16% ต่อปี (คำนวนจากวันที่บันทึกรายการ)
  • รับเครดิตเงินคืนทุกรอบบัญชี

เงื่อนไขการสมัคร

  • ผู้สมัครบัตรหลักอายุ 20ปี ขึ้นไป บัตรเสริม 15 ปีขึ้นไป
  • รายได้ 20,000 บาทต่อเดือน
  • ทำงานประจำ หรือข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการ

เอกสารที่ใช้ในการสมัคร

สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, หนังสือรับรองรายได้/สลิปเงินเดือน เดือนล่าสุด, สำเนาบัญชีส่วนตัวย้อนหลัง 6เดือน หรือ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท/หจก. ย้อนหลังไม่เกิน 6เดือน

บัตรเครดิต KTC Cash Back Visa Platinum

สำหรับใครที่อยากมีบัตรเครดิตเงินคืน โดยที่มีรายได้อยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน หรือเด็กจบใหม่ KTC Cash Back Visa Platinum เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่คุณสามารถสมัครได้เลย รับเครดิตเงินคืนกลับเข้าบัญชีสูงสุด 0.8% ทุกครั้งที่ใช้ (เริ่มต้นที่ 0.4%) และฟรีทั้งค่าธรรมเนียมแรกเข้า รายปีแบบไม่มีเงื่อนไข โดยสำหรับโปรโมชั่นเสริมอื่นๆ ของบัตรเครดิตเงินคืนใบนี้ สามารถติดตามอัพเดทได้ที่นี่

จุดเด่นอื่นๆ ที่ทำให้ บัตรเครดิต KTC Cash Back Visa Platinum น่าสนใจ

  • วงเงินบัตร 2 – 5 เท่าของรายได้
  • ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 45 วัน จ่ายขั้นต่ำ 5 % ก็ได้
  • ฟรีค่าธรรมเนียมแบบไม่มีเงื่อนไข
  • ดอกเบี้ย 16% ต่อปี (คำนวนจากวันที่บันทึกรายการ)
  • รับเครดิตเงินคืนทุกรอบบัญชี

เงื่อนไขการสมัคร

  • ผู้สมัครบัตรหลักอายุ 20ปี ขึ้นไป บัตรเสริม 15 ปีขึ้นไป
  • รายได้ 15,000 บาทต่อเดือน
  • ทำงานประจำ หรือข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการ

เอกสารที่ใช้ในการสมัคร

สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, หนังสือรับรองรายได้/สลิปเงินเดือน เดือนล่าสุด, สำเนาบัญชีส่วนตัวย้อนหลัง 3เดือน หรือ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท/หจก. ย้อนหลังไม่เกิน 3เดือน

บัตรเครดิตประเภทสะสมแต้ม

บัตรเครดิต ซิตี้ รีวอร์ด

บัตรสะสมแต้มที่แต้มไม่มีวันหมดอายุ ทั้งยังมีสิทธิพิเศษมากมายให้กับคุณเมื่อใช้บัตรผ่านร้านค้าที่ร่วมรายการ หากใครชอบบัตรสะสมแต้มมากกว่า ก็สามารถเลือกบัตรใบนี้ได้ รวมถึงหากในกรณีที่ไม่รู้จะแลกคะแนนไปกับอะไร ยังมีตัวเลือกเปลี่ยนคะแนนสะสมเป็นเครดิตเงินคืนได้อีกด้วย

สิทธิประโยชน์เด่น

  • รับคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด 5 เท่า เมื่อใช้ที่ Lazada Shopee Rabbit LINE Pay และในหมวดร้านอาหาร ท่องเที่ยว และ ใช้จ่ายด้วยสกุลเงินต่างประเทศ
  • รับคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด 2 เท่า สำหรับยอดอื่นๆ
  • รับคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด 7 เท่า ในเดือนเกิด เมื่อใช้ที่ร้านค้าหรือ หมวดข้างต้น
  • รับคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด 5 เท่า ในหมวดท่องเที่ยว รับเพิ่มคะแนนสะสมซิตี้ 5,000 คะแนน เมื่อใช้ที่ร้านค้าหรือ หมวดข้างต้นครบ 150,000 บาท/ไตรมาส
  • รับเครดิตเงินคืน 2% ที่ปั๊มน้ำมันเชลล์ทุกสาขาทั่วประเทศ เมื่อมียอดใช้ครบทุก 800 บาท/เซลส์สลิป

จุดเด่นอื่นๆ ที่ทำให้ Citi Rewards น่าสนใจ

  • วงเงินบัตร 2 – 5 เท่าของรายได้
  • ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 55 วัน จ่ายขั้นต่ำ 5 % ก็ได้
  • ฟรีค่าธรรมเนียมเมื่อใช้งานครบ 100,000 บาทในรอบปีนั้นๆ
  • ดอกเบี้ย 16% ต่อปี (คำนวนจากวันที่บันทึกรายการ)

เงื่อนไขการสมัคร

  • ผู้สมัครบัตรหลักอายุ 20ปี ขึ้นไป บัตรเสริม 15 ปีขึ้นไป
  • รายได้ 20,000 บาทต่อเดือน
  • ทำงานประจำ หรือข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการ
  • สมัครได้ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

เอกสารที่ใช้ในการสมัคร

สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, หนังสือรับรองรายได้/สลิปเงินเดือน เดือนล่าสุด, สำเนาบัญชีส่วนตัวย้อนหลัง 6เดือน หรือ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท/หจก. ย้อนหลังไม่เกิน 6เดือน

บัตรเครดิต วีซ่า แพลทินัม ธนาคารกรุงเทพ

สะสมแต้ม สะสมไมล์ได้ในบัตรเดียว บัตรสะสมแต้มยอดนิยมจากธนาคารกรุงเทพที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชอบเดินทาง ร้านอาหาร ท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง สุขภาพ ความงาม และกีฬา บัตรใบนี้ให้คุณได้หมด

สิทธิประโยชน์เด่น

  • สะสมไมล์เดินทาง คะแนนสะสมสามารถแลกเป็นไมล์เดินทางจากสายการบินชั้นนำในอัตรา
  • 1. การบินไทย 2 คะแนนต่อ 1 ROP Mile
  • 2. บางกอกแอร์เวย์ส 1,500 คะแนนต่อ 500 FlyerBonus
  • 3. แอร์เอเชีย1 คะแนนต่อ 1 BIG Point
  • สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ดูโปรโมชั่นได้ที่นี่

จุดเด่นอื่นๆ ที่ทำให้ วีซ่า แพลทินัม ธนาคารกรุงเทพ น่าสนใจ

  • วงเงินบัตร 2 – 5 เท่าของรายได้
  • ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 45 วัน จ่ายขั้นต่ำ 5 % ก็ได้
  • ฟรีค่าธรรมเนียมเมื่อใช้งานครบ 5,000 บาทในรอบปีนั้นๆ
  • ดอกเบี้ย 16% ต่อปี (คำนวนจากวันที่บันทึกรายการ)

เงื่อนไขการสมัคร

  • ผู้สมัครบัตรหลักอายุ 20ปี ขึ้นไป บัตรเสริม 15 ปีขึ้นไป
  • รายได้ 20,000 บาทต่อเดือน
  • ทำงานประจำ หรือข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการ
  • สมัครได้ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

เอกสารที่ใช้ในการสมัคร

สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, หนังสือรับรองรายได้/สลิปเงินเดือน เดือนล่าสุด, สำเนาบัญชีส่วนตัวย้อนหลัง 6เดือน หรือ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท/หจก. ย้อนหลังไม่เกิน 6เดือน

บัตรเครดิตทำงานอย่างไร ใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์

สำหรับคนที่ไม่เคยใช้บัตรมาก่อน การทำงานของบัตรก็คือ เมื่อคุณใช้บัตรเครดิต คุณกำลังยืมเงินมาใช้ซื้อบางสิ่ง และหลังจากนั้นคุณต้องคืนเงินที่ยืมมาใช้ และต้องคืนในระยะเวลาที่กำหนด (ส่วนมาก 30 – 45 วัน) หากคืนไม่เต็มจำนวนหรือคืนช้ากว่านั้นก็จะเกิดดอกเบี้ยขึ้น และคุณต้องจ่ายเพิ่มมากขึ้นนั้นเอง

วิธีใช้บัตรเครดิตโดยทั่วไป

  • คุณรูดบัตร หรือกรอกบัตรออนไลน์ – เมื่อคุณต้องใช้จับจ่ายซื้อสิ่งของต่างๆ คุณก็แค่รูดบัตรตามร้านค้า หรือหากเป็นออนไลน์ก็ผูกกับบริการอย่าง Paypal หรือ Google Pay หรือไม่ก็กรอกลงฟอร์มในหน้าชำระเงินสินค้า
  • การซื้อขายเริ่มมีการตรวจสอบในระบบ – เครื่องชำระเงินก็จะเชื่อมต่อเข้าสู่ฐานข้อมูลบริษัทบัตรของคุณ เพื่อตรวจสอบยืนยันยอดใช้และรายละเอียดต่างๆ
  • ร้านค้าได้รับเงินของคุณ – ตัวบริษัทได้มีการจ่ายเงินจากยอดเครดิตของคุณไปยังร้านค้า และการซื้อขายเสร็จสิ้น
  • การซื้อขายเสร็จสิ้น – คุณได้รับสินค้า ร้านค้าได้รับเงิน รายการจ่ายถูกบันทึกเข้าในระบบ และเมื่อสิ้นเดือนก็จะถึงเวลาที่คุณชำระเงินให้กับบัตรเครดิต หากผิดค้างชำระ ก็จะมีดอกเบี้ยค่าปรับเพิ่มขึ้น

นี่คือรูปแบบการทำงานของบัตร ซึ่งบัตรเครดิตทุกใบในโลกก็ทำงานแบบนี้ นี่คือเคล็ดลับใช้งานบัตรเครดิตที่เรานำมาฝาก

  • เลือกบัตรเครดิตที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเองมากที่สุด
  • ตรวจสอบโปรโมชั่นบัตร ข้อมูลในการสะสมแต้มของบัตรแต่ละประเภท ซึ่งรายละเอียดสามารถหาอ่านได้กับเอกสารการสมัครหรือในเว็บไซท์ของทางบริษัทอยู่แล้ว ตรงนี้สำคัญมาก เพราะว่าถ้าใช้ให้ดี จะคุ้มมากๆ
  • จ่ายหนี้เต็มจำนวนเสมอ จ่ายก่อนถึงวันที่จะครบกำหนดก็ได้ เพื่อไม่ให้เกิดการคิดดอกเบี้ยขึ้น
  • คุณสามารถฝากเงินไว้กับบัตรเครดิตก็ได้ ด้วยการจ่ายเงินเพิ่มเข้าไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มวงเงินของคุณในบัตรให้สูงขึ้นชั่วคราวได้ (ตามเงินที่ฝากเข้าไป)
  • ค่าธรรมเนียมบัตร ขอฟรีได้ หากมียอดใช้จ่ายรายปีเกินกว่าที่บัตรแต่ละใบกำหนด ปรึกษากับคอลเซนเตอร์ได้เลย
  • เมื่อเกิดหนี้มาก จนไม่แน่ใจว่าจะผ่อนไหวไหม สามารถปรึกษากับคอลเซนเตอร์ของบริษัทก่อนได้ เพื่อหาทางไกล่เกลี่ยเจรจา
  • สงสัยข้อมูลอะไร ถามคอลเซนเตอร์เพิ่มเติม อย่าลืมว่าคุณเป็นลูกค้า ไม่ใช่ลูกหนี้ ดังนั้นคอลเซนเตอร์ใจดีกับคุณอยู่แล้ว แต่ไม่ควรไปใจร้ายกับเขาก่อนนะ

วิธีเลือกบัตรเครดิต ใบที่เหมาะสมกับคุณ

การเลือกบัตรเครดิต สำหรับคนที่ยังไม่เคยมีบัตรเครดิตใบแรก อาจเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยาก เพราะในท้องตลาดมีบัตรให้เลือกหลายใบ และมีสิทธิประโยชน์ที่ดีแตกต่างกัน อีกทั้งการเปลี่ยนบัตรเครดิตแต่ละใบยังทำได้ยาก เพราะอาจต้องใช้ไปก่อนสักหนึ่งปีให้ครบเงื่อนไขการจ่ายค่าธรรมเนียม

และนี่คือ 6 ข้อที่เป็นเคล็ดลับในการเลือกบัตรเครดิตของคุณ

1. ดูว่าคุณใช้บัตรเครดิตเพื่ออะไร

ก่อนอื่นเลย เมื่อทำการเลือกบัตรเครดิต สิ่งแรกที่ควรคิดคือคุณจะใช้มันเพื่ออะไร ไม่ว่าจะเป็นใช้งานทั่วไป, หรือการนำไปใช้เป็นส่วนลดพิเศษต่างๆ เช่น มีการเดินทาง BTS, Grab ค่อนข้างบ่อย, Shopping สินค้าในห้างบ่อย ฯลฯ

ในกรณีอย่างใช้งานทั่วไป สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ การมองหาบัตรเครดิตที่ดอกเบี้ยต่ำที่สุด หรือมอบเครดิตเงินคืนคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ช้งาน หรือหากในกรณีที่ใช้งานในส่วนไหนบ่อยๆ ก็เลือกบัตรที่มอบผลประโยชน์คุ้มค่าที่สุดให้กับไลฟ์สไตล์ส่วนนั้น

2. ตรวจสอบพฤติกรรมใช้จ่ายของคุณ

การถือครองบัตร จะทำให้คุณสามารถจัดการค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น เพราะสามารถใช้บัตรใบเดียวก็จ่ายแทนได้เกือบจะทุกอย่างแล้ว รวมไปถึงการมีเครดิตเงินที่สามารถลิมิทไว้ได้ ช่วยให้คุณจัดการค่าใช้จ่ายต่อเดือนได้ดี ดังนั้นก่อนทำบัตรใบแรก ควรนำบัญชีรายรับรายจ่ายย้อนหลังมาดูว่าคุณใช้เงินไปกับอะไร

  • การท่องเที่ยว จ่ายค่าที่พัก โรงแรม หรือตั๋วเครื่องบินบ่อยๆ
  • จ่ายค่าน้ำมัน
  • ร้านอาหาร
  • ใช้ในการทำธุรกิจ
  • ซื้อของในซุปเปอร์มาร์เกตเข้าบ้าน

บัตรแต่ละใบก็มีโปรโมชั่นของแต่ละอย่างต่างกัน คุณก็ดูว่าคุณใช้เงินไปกับอะไรบ้าง เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับโปรโมชั่นของแต่ละบัตร และหาบัตรที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายของคุณที่สุด

มีค่าใช้จ่ายเยอะ ต้องลองอ่านบทความเหล่านี้

3. เลือกดูว่า Credit Card สไตล์ไหนเหมาะกับคุณ

  • บัตรผ่อน 0% สำหรับใช้ผ่อนสินค้าในเรทดอกเบี้ยที่ต่ำ เพื่อช่วยควบคุมการใช้จ่ายเมื่ออยากได้ของราคาสูงแต่ไม่อยากจ่ายในทีเดียว
  • บัตรเงินคืน ( Cashback Card ) บัตรประเภทเครดิตเงินคืน สำหรับคนที่อยากได้ยอดเงินคืนมาเลย ไม่ต้องสะสมแต้ม เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนของคุณได้
  • บัตรสำหรับนักท่องเที่ยว หากคุณเป็นคนที่เดินทางบ่อย แทบทุกเดือนมีการเดินทาง อยากสะสมแต้ม สะสมไมล์ การเลือกใช้บัตรแบบนี้จะมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ดีกับคุณมากขึ้น มอบสิทธิประโยชน์ให้คุณทุกครั้งที่มีการเดินทาง
  • บัตรสำหรับทำธุรกิจ ในกรณีที่มีการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือใช้ซื้อขายทำธุรกิจ บัตรประเภทนี้ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่าย และมอบเรทค่าเงินที่ดีให้กับคุณที่สุด

หลังจากเลือกบัตรได้แล้ว ทีนี้ก็มาดูว่าเจ้าไหนให้ผลประโยชน์ดีที่สุดกันต่อ

4. ศึกษาเงื่อนไขการใช้จ่าย และค่าธรรมเนียมให้ดี

มีหลายข้อมูลที่คุณควรรู้เพิ่มขึ้นเมื่อทำ Credit Card นี่เป็นข้อมูลคร่าวๆ แต่ทางที่ดีควรอ่านรายละเอียดทุกตัวอักษรให้ครบก่อนสมัคร หรือปรึกษากับ Call Center เพื่อช่วยเหลือระหว่างการใช้บัตรได้เสมอ

  • ดอกเบี้ย แน่นอนว่านี่คือการขอสินเชื่อกู้ยืมเงินมาใช้ก่อนในรูปแบบนึง ดังนั้นควรศึกษาให้ดีว่ามีวิธีคิดดอกเบี้ยอย่างไร
  • คะแนนสะสม Rewards ดูว่าคุณจะได้คะแนนเมื่อใช้บัตรไปกับอะไร อย่างไรบ้าง หรือทางที่ดีควรไปดูว่าในระบบของแต่ละเจ้ามี Rewards อะไรให้แลกบ้าง
  • การจ่ายเงินขั้นต่ำ ในกรณีที่หมุนเวียนเงินมาใช้ไม่ทัน การจ่ายบัตรด้วยการจ่ายขั้นต่ำไปก่อนก็สามารถทำได้ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 10% ของยอดวงเงินทั้งหมด
  • ค่าธรรมเนียมมีอะไรบ้าง ตรวจสอบค่าธรรมเนียมว่าจะเสียเงินไปกับอะไรบ้าง โดยบางทีทุกครั้งก่อนรูดบัตร ควรถามร้านค้าด้วย เพราะร้านค้ามักมีการชาร์จค่าธรรมเนียมเพิ่มต่างหาก
  • ค่าธรรมเนียมรายปี การใช้บัตรต่างๆล้วนมีค่าธรรมเนียม แต่บางกรณีก็ขอค่าธรรมเนียมฟรีได้ ปรึกษากับเจ้าหน้าที่ Call Center หรือ Sales ได้ก่อนสมัคร
  • โบนัสสมาชิกใหม่ แน่นอนว่าบัตรแต่ละใบก็มีโปรโมชั่นที่มอบให้ต่างกัน บางโปรโมชั่นก็ดึงดูดใจมาก ดังนั้นก็ศึกษาให้ดีว่าคุ้มค่าไหม

5. ตรวจสอบเงื่อนไขในการสมัคร

เอาหละ คุณอาจจะเจอบัตรในดวงใจที่อยากสมัครแล้ว โปรโมชั่นที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่สุด แต่ทีนี้ต้องมาดูกันก่อนว่าคุณสามารถสมัครบัตรใบนั้นได้หรือไม่ โดยส่วนใหญ่ สิ่งที่เป็นเงื่อนไขในการสมัครคือ

  • ทำงานประจำ ข้าราชการ หรือทำธุรกิจส่วนตัว เป็นฟรีแลนซ์
  • รายได้ต่อเดือน
  • มีเครดิทบูโรเป็นอย่างไร

นี่คือเงื่อนไขคร่าวๆที่จะทำให้คุณสมัครบัตรใบนึง ผ่านหรือไม่ผ่าน ดังนั้นอ่านรายละเอียดก่อน โดยเมื่อตัดสินใจสมัครบัตรแล้ว จะมี Sales ขอเอกสารและข้อมูลเพิ่มเติมจากคุณเอง

6. สมัครและรอผลการอนุมัติ

ขั้นตอนสุดท้ายคือการสมัคร ยื่นเอกสารต่างๆให้กับบริษัท และรอผลการอนุมัติ โดยปกติหากคุณอยู่ในเงื่อนไขที่ทางบริษัทและบัตรแต่ละใบรับอยู่แล้ว ก็จะรอผลไม่นาน และจะได้บัตรเครดิตมาใช้ในระยะเวลา 5 – 7 วันทำการเท่านั้น

คำถามที่พบบ่อย

บัตรเครดิต ต่างกับ บัตรเดบิต อย่างไร

บัตรเครดิต คือการนำเงินล่วงหน้าจากธนาคารที่เราถือมาใช้ก่อน โดยเป็นการยืมมาจากวงเงินที่เรามีเพื่อจ่ายสินค้า แล้วต้องจ่ายคืนภายหลังในระยะเวลาที่กำหนด ส่วนบัตรเดบิต คือการใช้เงินภายในยอดเงินที่เรามีในธนาคารอยู่แล้ว

บัตรเครดิต ของอะไร ทําง่าย

หากเรามีเงื่อนไขที่ตรงกับที่ทางธนาคารยอมรับ ไม่ว่าจะเจ้าไหนๆก็ทำง่ายหมด โดยส่วนใหญ่หากทำงานประจำ และมีหลักฐานทางการเงินเช่น สลิปเงินเดือน ใบทวิ50 หรือรายงานเดินบัญชีย้อนหลัง 3 , 6 เดือนให้กับทางผู้ออกบัตร รับรองว่าใช้เวลาตรวจสอบไม่นาน ทำง่ายแน่นอน

บัตรเครดิต ดียังไง

สามารถใช้ซื้อสินค้า บริการล่วงหน้าได้ ช่วยในการวางแผนการเงิน อีกทั้งยังมีเงินคืนหรือแต้มสะสม ที่สามารถแลกมาเป็นสิ่งของหรือนำไปใช้ในการเดินทาง จองโรงแรมได้สะดวกสบาย ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีส่วนลดในการใช้จ่ายเวลาซื้อสินค้ามากขึ้น