สำหรับตอนนี้ คงจะไม่มีสำนวนใดที่เหมาะสมไปกว่าสำนวนที่ว่า “ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก” เพราะไหนจะสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว ยังต้องเจอพายุลูกใหญ่พัดกระหน่ำซ้ำเติมเข้ามาอีกหลายลูก ที่ลำบากที่สุดก็เห็นจะเป็นลูกหนี้อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่แม้ว่าจะไม่มีเงินแต่กลับมีหนี้ต้องจ่ายพร้อมดอกเบี้ยทุกเดือน ๆ ในการจะแก้ปัญหานี้เราควรจะต้องหันมาวางแผนการเงินกันเสียใหม่ ด้วยวิธีการทยอยจ่ายหนี้ที่มีให้เกิดความยากลำบากน้อยที่สุด และผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่นี้ไปให้ได้ เพื่อที่จะกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง

5 เทคนิคทยอยจ่ายหนี้ ตามสถานการณ์หนี้ที่เป็นอยู่ 2

1.ตั้งงบประมาณสำหรับจ่ายหนี้ขึ้นมา

ข้อนี้แม้ว่าจะฟังดูแล้วเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน แต่การจะทยอยจ่ายหนี้ให้สำเร็จ อย่างไรเสียก็ต้องใช้เงินอยู่ดี แล้วเราจะหาเงินก้อนนี้ได้จากที่ไหน นอกจากรายได้ที่อาจต้องหาเพิ่มแล้ว การตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การลดค่าใช้จ่าย สกัดกั้นการไหลออกของเงินในกระเป๋าได้ก็ไม่ต่างอะไรกับการได้เงินเพิ่มขึ้นมา ลองทำรายการขึ้นมาว่ามีค่าใช้จ่ายไหนที่เกินความจำเป็นบ้าง และสามารถตัดทิ้งไปได้โดยไม่ทำให้เกิดความลำบากในการใช้ชีวิต แล้วสถานะการเงินของคุณจะเริ่มฟื้นตัว

2.จ่ายหนี้ที่แพงที่สุดก่อน และอย่าจ่ายแค่ขั้นต่ำ

กฎของการจ่ายหนี้ก็คือ คุณควรปิดหนี้ที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดก่อน โดยดูที่อัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาในการใช้คืน เช่น หนี้บัตรเครดิต เพราะหนี้ระยะสั้นประเภทนี้มีค่าใช้จ่ายทางการเงินที่สูงมาก และถ้าคุณจ่ายแค่ขั้นต่ำในแต่ละเดือน ก็เป็นการยากที่คุณจะกำจัดหนี้ก้อนนี้ออกไปจากชีวิต และหากคุณรู้ตัวว่าไม่สามารถควบคุมตัวเองในการใช้บัตรได้ การไม่ใช้เลยอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า การจัดการหนี้ออกไปได้เป็นทางเลือกที่ฉลาด แต่ทางเลือกที่ฉลาดกว่าอาจเป็นการไม่สร้างหนี้ก็ได้นะ

3.ถ้ามีรายได้พิเศษ เอามาปิดหนี้เสีย

หากคุณมีงานเสริม งานพิเศษ หรือได้รับโบนัส แทนที่คุณจะนำเงินเหล่านั้นไปใช้จ่ายตามใจชอบ ให้โยกเงินเหล่านั้นทยอยจ่ายหนี้เพื่อปิดหนี้ให้เร็วขึ้น นอกจากวิธีนี้จะทำให้คุณปิดหนี้ได้ไวขึ้นแล้วยังช่วยให้คุณไม่เผลอใจใช้เงินก้อนไปกับสิ่งฟุ่มเฟือยต่าง ๆ แน่นอนว่าการให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ กับตัวเองยังเป็นสิ่งที่ทำได้ ตราบใดที่คุณยังคงยึดอยู่กับเป้าหมายว่าจะกำจัดหนี้ออกไปจากชีวิตแล้วเป็นอิสระเสียที

4.ต่อรองกับเจ้าหนี้ ร่วมกันหาหนทางที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

แม้ว่าเจ้าหนี้ส่วนใหญ่จะร้องขอหลักประกันในการกู้จากผู้กู้อยู่แล้ว เผื่อกรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ตามตามเงื่อนไขได้ แต่สิ่งที่เจ้าหนี้ต้องการจริง ๆ ก็คือกำไรจากการให้กู้หรือดอกเบี้ย ไม่ใช่การขูดรีดจนลูกหนี้หมดตัว ล้มหายตายจากไป เพราะหากธุรกิจล้ม สักวันหนึ่งเจ้าหนี้ก็มีแนวโน้มว่าจะล้มตามไปด้วย ไม่มีใครอยากฟ้องร้องกันจนขึ้นโรงขึ้นศาล หรอก การพูดคุยเพื่อหาทางออกระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งที่ทำได้ แม้ว่าคุณจะยังต้องใช้หนี้อยู่แต่อาจยืดระยะเวลาในการชำระหนี้ออกไป และถึงแม้จะถูกปฏิเสธ คุณก็ไม่ได้เสียอะไรแม้แต่อย่างเดียว

5.ขายของที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง

เชื่อไหมว่าแทบทุกบ้านจะมีของใช้ไม่จำเป็นที่สามารถกำจัดทิ้งได้ และของเหล่านั้นมักมีมูลค่า ในช่วงเวลาที่คุณกำลังขัดสนจริง ๆ การขายของที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิตในตอนนี้ออกไปบ้าง จะช่วยให้คุณมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ในวันข้างหน้าหากสถานการณ์เริ่มดีขึ้นคุณค่อยหาซื้อของใหม่ก็ยังไม่สาย อย่าลืมว่าหนี้นั้นยิ่งปล่อยไว้นานจะยิ่งสร้างปัญหา จึงไม่ควรปล่อยให้เรื้อรัง วิธีนี้นอกจากจะช่วยในเรื่องการเงินแล้วยังทำให้ที่อยู่อาศัยโล่งขึ้นอีกด้วย เป็นการจัดการชีวิตไปในตัว

เพราะปัญหาการเงินของคนส่วนใหญ่เกิดจากนิสัยการใช้เงินที่ไม่มีประสิทธิภาพและขาดการวางแผนที่ดี ถึงแม้ว่าเราจะใช้วิธีต่าง ๆ ในการทยอยจ่ายหนี้เดิมจนหมด หากเราไม่ยอมเปลี่ยนนิสัยและไม่สร้างวินัยทางการเงิน ก็มีแนวโน้มว่าเราจะก่อหนี้ก้อนใหม่ที่ไม่จำเป็นอีกถ้ามีโอกาส การไม่มีหนี้ยังคงเป็นลาภอันประเสริฐ และถ้าจำเป็นต้องสร้างหนี้จริง ๆ ก็ขอให้แน่ใจก่อนว่าเมื่อกู้แล้วคุณจะสามารถจัดการมันได้ในอนาคต ชีวิตไม่ล่มจมเพราะหนี้ก้อนนั้น