รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ ต้องระวังของคน “ค้ำประกัน”

เมื่อพูดถึงความเสี่ยงในเรื่องของการทำธุรกรรมทางการเงินอีกอย่างหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้เลย ก็คือสิ่งที่เรียกว่าการค้ำประกันนั่นเอง โดยมักจะมีเมื่อมีการตกลงทำสัญญาเกี่ยวกับธุรกรรมการเงินเกิดขึ้น โดยจะเป็นการระบุชื่อบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่บุคคลที่เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้เพื่อมารับรองในสัญญาว่าหากเกิดการผิดชำระหนี้ขึ้นในอนาคตแล้ว ผู้ที่ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันนี้จะต้องมีหน้าที่ชำระหนี้แทนลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระนั่นเอง ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีบุคคลที่ต้องมาลงชื่อเป็นผู้ค้ำประมาณหนึ่งถึงสองคนแล้วแต่สัญญา

รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ ต้องระวังของคน "ค้ำประกัน" 2

โดยส่วนมากแล้วหลาย ๆ คนมักจะเข้าใจผิดไปว่า การค้ำประกันนั้นเป็นเพียงการลงชื่อเป็นพยานหรือช่วยยืนยันว่าผู้ที่ทำสัญญาหรือลูกหนี้นั้นมีความสามารถในการจ่ายหนี้ได้ หรือเป็นบุคคลที่มีประวัติที่ดีด้านการเงินเพื่อให้ง่ายต่อการยื่นเรื่องขอสินเชื่อหรือกู้ยืมเงินต่าง ๆ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ศึกษาและทำความเข้าใจในรายละเอียดต่าง ๆ อย่างรอบคอบ จนทำให้ต้องเจอกับปัญหามากมายตามมาในอนาคตอย่างคาดไม่ถึง โดยวันนี้เราจึงอยากมาบอกถึงสิ่งสำคัญที่คุณต้องรู้และระวังให้ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อจะได้เตรียมรับมือได้อย่างถูกต้อง หากวันหนึ่งคุณต้องเจอกับเหตุการณ์เหล่านี้

เรื่องที่ต้องรู้ ต้องระวังของคนค้ำประกัน

  • การค้ำประกันไม่ใช่การลงชื่อเพื่อเป็นพยานในการทำสัญญาเงินกู้ แต่หมายถึงตัวเรานั้นจะกลายเป็นผู้รับผิดชอบแทนในกรณีที่ผู้กู้ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาหรือหนีหนี้ เพราะเมื่อเราลงชื่อในสัญญาไปแล้ว นั่นเท่ากับว่าเรายินยอมให้เจ้าหนี้สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบจากเราแทน หากไม่สามารถตามหนี้ได้จากลูกหนี้ เพราะฉะนั้นเราจะไม่สามารถอ้างสิทธิความไม่รู้และไม่ยินยอมให้เจ้าหนี้เรียกเก็บหนี้จากเราในอนาคตได้
  • การค้ำประกันที่ถูกต้องนั้นจะต้องมีเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีการลงชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ไม่ใช่การพูดตกลงกันด้วยวาจาหรือการทำสัญญาปากเปล่า เพราะฉะนั้นหากไม่ได้มีการลงนามทำสัญญาในเอกสารสัญญากันอย่างถูกต้องแล้ว ย่อมไม่มีผลบังคับให้ผู้ค้ำจะตกชำระหนี้แทน อีกทั้งเจ้าหนี้เองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องใด ๆ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ผู้ค้ำจะต้องรู้ไว้ด้วย
  • ก่อนจะลงชื่อค้ำประกันให้กับใครนั้นผู้ค้ำจำเป็นที่จะต้องรู้เกี่ยวกับรายละเอียดต่าง ๆ ที่ระบุอยู่ในสัญญาให้ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขอบเขตที่ต้องรับผิดชอบหรือข้อยกเว้นต่าง ๆ เพราะไม่ใช่สัญญาทุกฉบับที่จะมีรายละเอียดที่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษารายละเอียดในสัญญาให้ดี และตรวจสอบให้แน่ใจว่าภายในสัญญานั้นระบุรายละเอียดที่เป็นลายลักษณ์อักษรครบถ้วนหรือไม่ และเรามีภาระผูกพันที่ต้องชำระหนี้แทนในอัตราส่วนเท่าใด และรายละเอียดที่ระบุไว้นั้นตรงตามที่เราต้องการและเห็นด้วยหรือเปล่า
  • ผู้ค้ำประกันต้องรู้ถึงสิทธิของตัวเองที่พึงจะทำได้ เช่น ในการเรียกชำระหนี้นั้นเจ้าหนี้จำเป็นที่จะต้องตามเรียกชำระหนี้กับลูกหนี้โดยตรงจนถึงที่สุดก่อน มิใช่มาทวงถามกับผู้ค้ำโดยที่ยังไม่ถึงกำหนดวันชำระตามที่ระบุไว้ และในการเรียกชำระหนี้กับผู้ค้ำนั้นต้องมีจดหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรไปถึงผู้ค้ำอย่างถูกต้องด้วยโดยต้องไม่เกิน 60 วันหลังจากที่ลูกหนี้มีการผิดชำระหนี้เท่านั้น หากไม่ได้เป็นไปตามนี้เรามีสิทธิ์ที่จะไม่ทำตามและสามารถเรียกร้องความเป็นธรรมได้เช่นกัน

นอกจากนี้สิ่งที่ผู้ค้ำประกันจะต้องรู้และระวังก็คือ ในเรื่องของการเรียกเก็บดอกเบี้ยและค่าติดตามต่าง ๆ ที่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เพราะไม่ใช่แค่เพียงเจ้าหนี้หรือลูกหนี้เท่านั้นที่มีกฎหมายต่าง ๆ คุ้มครอง ในส่วนของผู้ค้ำก็มีกฎหมายและรายละเอียดต่าง ๆ ที่ระบุไว้เพื่อช่วยคุ้มครองเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เจ้าหนี้มาเอาเปรียบ หรือลูกหนี้ที่จงใจหนีหนี้มาผลักภาระให้ผู้ค้ำอย่างไม่ยุติธรรม

รู้แบบนี้แล้วใครที่กำลังเจอกับเหตุการณ์ที่จะต้องกลายเป็นผู้ค้ำประกันให้กับผู้อื่นอยู่ ก็ลองนำข้อมูลเหล่านี้ไปช่วยในการพิจารณาประกอบการตัดสินใจดู เพื่อที่เราจะได้รู้เท่าทันกับสัญญาเหล่านี้และไม่ต้องโดนเอารัดเอาเปรียบหรือตกเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัวในอนาคต และที่สำคัญที่สุดก็คือการจะตกลงเป็นผู้ค้ำให้กับใครนั้นต้องคิดให้รอบคอบที่สุดก่อน เพราะเมื่อเราลงชื่อในสัญญาไปแล้ว เอกสารนั้นจะกลายเป็นภาระผูกพันและมีผลบังคับใช้อย่างถูกต้องทันทีนั่นเอง